พระเยซู ชัยชนะแห่งความหวัง

Albert Henry Ross เจ้าของนามปากกา Frank Morrison ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาในช่วงปี 1930 ชื่อว่า “Who moved the stone”

ในหนังสือเล่มนี้ เขาพูดไว้ว่า นี่เป็นหนังสือที่ไม่ได้ตั้งใจจะเขียน เพราะว่าก่อนนี้ เขาคือคนที่ต่อต้านความเชื่อคริสเตียนเรื่องนี้ และตั้งใจจะพิสูจน์ว่าพระเยซูไม่ได้ฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมาจริงๆ ด้วยการเดินทางไปดินแดนต้นกำเนิดของพระเยซู หาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ทุกอย่างและลงพื้นที่จริง เพื่อสนับสนุนสิ่งที่เขาเชื่อคือ พระเยซูไม่ได้ฟื้นจริงๆ

หลังจากนั้นหลายเดือนผ่านไป เขากลับมาอังกฤษ กลายเป็นคริสเตียนและเขียนหนังสือเล่มนี้ เพื่อจะบอกว่า หลักฐานการฟื้นพระชนม์ของพระเยซูนั้นหนักแน่นมากกว่าหลักฐานที่จะตัดสินประหารชีวิตใครซักคนหนึ่ง

เนื่องจากเขาเคยเป็นนักกฏหมาย เลยยกตัวอย่างนี้ประกอบ
ใครเคยเรียนกฏหมาย อาจเคยได้ยินคำพูดว่า
“ปล่อยคนผิดดีกว่าจับคนถูก”

เวลามีคดีที่จะตัดสินประหารชีวิตคนผิด ศาลจะถือหลักว่าหลักฐานต้องหนักแน่น หากมีความลังเลและไม่มั่นใจว่าผิดจริง จะไม่ตัดสินโทษประหาร

Albert Ross ใช้คำพูดนี้เปรียบให้เห็นว่าหลักฐานที่เขาพบจริงๆ นั้น หนักแน่นพอที่จะเชื่อว่าพระเยซูได้ฟื้นคืนพระชนม์จริงๆ ชื่อหนังสือของเขามาจากการที่ อุโมงค์ฝังศพพระเยซูนั้นถูกชาวโรมันเอาก้อนหินใหญ่ขนาดที่ต้องใช้ชายฉกรรจ์หลายคนถึงจะเลื่อนให้พ้นจากปากอุโมงค์ได้ และบนก้อนหินนั้นยังมีตราประทับของจักรพรรดิโรมันเอาไว้อีกด้วย ซึ่งโทษของคนที่เคลื่อนก้อนหินนั้นคือประหารชีวิตเท่านั้น

สาเหตุที่โรมประหารพระเยซูเพราะกลัวว่าพระเยซูจะเป็นเหตุให้คนที่นับถือซึ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ นั้นลุกขึ้นต่อต้านโรม และก่อนหน้าที่พระองค์จะโดนจับนั้นก็มีเรื่องเล่าทำนองว่าพระเยซูอาจจะฟื้นคืนพระชนม์ได้

จริงๆแล้วชาวโรมันอาจไม่ได้เชื่อว่าพระเยซูจะฟื้นคืนพระชนม์จริง แต่เพื่อความแน่ใจ จึงต้องวางมาตรการให้รัดกุมที่สุด ทั้งให้มีทหารเฝ้าเวรยาม นำก้อนหินใหญ่มาปิดปากอุโมงค์ ประทับตราสูงสุดห้ามเคลื่อนย้าย และแจ้งให้ทราบว่าหากใครเลื่อนหินนี้มีโทษประหารชีวิต

เช้าวันอาทิตย์ วันที่สามหลังจากพระเยซูสิ้นพระชนม์ตามคำทำนาย ทหารยามถูกพบว่านอนหลับ หินที่ปากอุโมงค์ถูกพบว่าเคลื่อนที่ออกจากปากอุโมงค์ ในหลุมศพไม่พบพระศพพระเยซู เหลือแต่ผ้าพันพระศพเท่านั้น

เช้านั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศชวนสงสัยของทหารโรมัน จักรวรรดิโรมัน และพวกนักศาสนาที่ต่อต้านพระเยซู แม้แต่สาวกของพระองค์เองก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

และมีหลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์หลายชิ้นที่บอกว่ามีผู้คนหลายร้อยคนได้พบเห็นพระเยซูภายหลังจากเช้าวันที่อุโมงค์ฝังศพนั้นว่างเปล่า เราเรียกว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะว่านักประวัติศาสตร์ทั่วไปต่างยอมรับถึงข้อเท็จจริงที่ค้นพบนี้

Easter คือเทศกาลที่ระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่สำหรับเรา เพราะเราเชื่อพระเยซูที่เป็นพระเจ้า แม้พระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว แต่ทรงกลับมาเพื่อบอกเราให้มั่นใจว่า ถ้าเราวางใจในพระองค์ วันนึงเมื่อเราจากโลกนี้ไป เราจะได้ไปอยู่ในแผ่นดินสวรรค์กับพระองค์แน่นอน เพราะพระองค์ได้เสียสละเพื่อรับเอาโทษบาปของเราไว้ที่ชีวิตของพระองค์แล้ว

© 2016 คณะคริสเตียนสานสัมพันธ์

nexusbanner